Subscribe:

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

Red War

Red War

ผมก็เป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคนนึงเคยตั้งแต่เริ่มเชียร์มาก็ถูกปลูกฝังให้เกียจลิเวอร์พูลมาเรื่อยๆจากเฉยเป็นเกียจเข้ากระดูกโดยจริงๆแล้วผมก็ไม่รู้สาเหตุหรอกนะ จนวันนึงนั้งถามตัวเองว่า "กูจะไปเกียจทำไมว่ะ" เลยไปหาข้อมูลมาไขความกระจ่างให้ทุกคนที่เริ่มคิดเหมือนผม


           แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและลิเวอร์พูล ทั้ง 2 ทีม จัดเป็นทีมจากเมืองเหนือทั้งคู่ และต่างก็มีประวัติศาสตร์อันยาวนานไม่เฉพาะเรื่องฟุตบอลเพียงอย่างเดียว แต่เมืองแมนเชสเตอร์ และ ลิเวอร์พูล ยังมีชื่อเสียงและความสำคัญในแง่ของเมืองอุตสาหกรรม และเมืองท่าที่สำคัญของอังกฤษอีกด้วย

            ลิเวอร์พูลเป็นเมืองที่โด่งดังด้วยเป็นเมืองริมแม่น้ำเมอร์ซี โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมต่างๆ มากมาย เป็นบ้านเกิดของศิลปินดังอย่าง The Beatles ซึ่งล้วนเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และยังเป็นศูนย์กลางด้านศิลปวัฒนธรรมจนได้รับเลือกเป็น World Heritage city และที่รู้จักกันดีคือแหล่งกำเนิดสโมสรฟุตบอลชื่อดังอย่างลิเวอร์พูลอีกด้วย

             ขณะที่แมนเชสเตอร์ (Manchester) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแคว้นอังกฤษเช่นกัน มีชื่อเสียงจากการเป็นเมืองอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลก และได้การยอมรับจากหลายฝ่ายว่าเป็นเมืองรอง (second city) ของสหราชอาณาจักร แมนเชสเตอร์เป็นศูนย์กลางศิลปะ สื่อ และธุรกิจขนาดใหญ่ นอกจากนี้แมนเชสเตอร์ยังมีวงดนตรีดังที่ถือกำเนิดอย่างเช่น Simply Red, Take That, Bee Gees และ Oasis

             เมืองแมนเชสเตอร์ และ ลิเวอร์พูล ยังมีอะไรที่เหมือนกันหลายอย่าง โดยเฉพาะสภาพที่เต็มไปด้วย ประชากรชนชั้นกลาง และ ผู้อพยพย้ายถิ่นจากไอร์แลนด์เป็นจำนวนมาก แยกจากกันเพียง 35 ไมล์ ในทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ ทั้งสองเมืองเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญ คับคั่งไปด้วยผู้คน และอาศัยพึ่งพากันและกัน ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 ขณะที่ลิเวอร์พูลในตอนนั้นเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่ยิ่งใหญ่ของยุโรป เป็นประตูสู่อเมริกาเหนือ ถ้าจำกันได้ดีเรือไททานิค ที่อัปปางลงไปก็ต่อขึ้นที่ลิเวอร์พูล แถมยังเป็นท่าเรือการค้าที่สำคัญของพระราชอาณาจักรอังกฤษ ส่วนแมนเชสเตอร์ก็เป็น “นครผ้าฝ้าย” หนึ่งในเมืองแรกๆ ที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้น และก็กลายมามีสำนวนเก่าที่ว่า... “แมนเชสเตอร์ทำ...ลิเวอร์พูลขาย” อ่านมาถึงตรงผมว่าจริงๆมันควรจะรักกันเหมือนเมืองพี่เมืองน้องกันสิ

              เพื่อที่จะขยายการค้า รถไฟโดยสารประชาชนสายแรกแห่งโลกก็ได้ถูกสร้างขึ้นระหว่างสองเมืองนี้ในปี 1830 แต่ภายในช่วงปลายๆ 1878 ความตกต่ำทางเศรษฐกิจทำให้เมืองแมนเชสเตอร์ตกอยู่ในภาวะย่ำแย่ จำนวนคนตกงานเพิ่มขึ้น ความซบเซาทางการค้าทำให้เกิดการอพยพของแรงงาน ลิเวอร์พูลถูกตำหนิว่าเป็นต้นเหตุ จากการคิดค่าธรรมเนียม และภาษีขนส่งแพง จนสินค้าขายไม่ออก ทางรัฐบาลได้ออกนโยบายช่วยเหลือโดยการสร้างทางออกสู่ทะเลโดยตรงในเมือง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นคนกลางอีกต่อไป

              ชาวเมืองลิเวอร์พูลได้ออกมาต่อต้าน แผนการสร้างคลองขนาดใหญ่ ในหลายๆ รูปแบบ ตั้งแต่แต่งเพลงต่อต้าน ยันเอาหลัก DKI ในเชิงเศรษฐศาสตร์มาเป็นประเด็น แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งโครงการสร้างคลองเดินเรือของเมืองแมนเชสเตอร์ได้ และก็ได้กลายมาเป็นท่าเรือที่สำคัญเป็นอันดับ 3 ของอังกฤษ นี่คือสาเหตุที่มีรูปเรืออยู่บนสัญลักษณ์ของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่มันก็เป็นทางออกชั่วคราวสำหรับเมืองแมนเชสเตอร์เท่านั้น

           หลังจากหมดยุคอาณานิคมของอังกฤษ ท่าเรือของลิเวอร์พูลเริ่มซบเซา และการแตกสลายของอุตสาหกรรมสิ่งทอก็กระทบแมนเชสเตอร์อย่างหนัก บวกกับเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทำให้ทั้ง 2 เมืองประสบกับภาวะตกต่ำเป็นหลายๆ ยุค ผู้คนก็อพยพออกไปหางานในเมืองอื่นๆ หนีความยากจน เหตุการณ์จลาจลที่รุนแรงในปี 1981 ที่เมืองแมนเชสเตอร์และลิเวอร์พูล ถือเป็นจุดต่ำที่สุดของทั้งสองเมือง แต่พอเป็นฟุตบอลหรือดนตรี 2 เมืองนี้กลับมีเสน่ห์จูงใจ ทำให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

           นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุที่ ทำให้ความเกลียดชังระหว่างทั้ง 2 ทวีคูณมากขึ้น บนสนามนั้นความเป็นศัตรูยังไม่ค่อยชัดเจน แมนเชสเตอร์ ซิตี เป็นคลับ แมนคูเนียนที่ใหญ่กว่า จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเอฟเวอร์ตันถือเป็นทีมเมอร์ซีย์ ไซด์ ที่มีชื่อเสียงกว่าอย่างเห็นได้ชัดในตอนนั้น ก่อนจะมีกำเนิดลิเวอร์พูลหลังจากนั้น และการแข่งขัน ระหว่าง ผีและหงส์ ก่อนปี 1960 นั้น ก็เป็นการเล่นกันแบบความเคารพ และมีน้ำใจนักกีฬา และก็มีผู้เล่นแมนยูฯ เดินทางไปดูทีมลิเวอร์พูลแข่งอยู่เป็นประจำ ดังนั้นการที่ 2 ทีมมีประวัติศาสตร์และยิ่งใหญ่มายาวนาน จึงทำให้ทั้งคู่กลายเป็นมวยถูกคู่ และสลับกันครองความยิ่งใหญ่

          ว่ากันว่า ทั้งหงส์และผี มาบดบี้ไล่ขยี้กันตั้งแต่ยุค 60 เพราะแมนยูฯ นั้นเหนือกว่าในทศวรรษนั้น คือเป็นแชมป์ลีก 2 ครั้ง และเป็นทีมอังกฤษทีมแรกที่เป็นแชมป์ ยูโรเปียน คัพ ปี1968 นับตั้งแต่ทศวรรษนั้นเป็นต้นมา ไม่เคยมีผู้เล่นยูไนเต็ดย้ายไป หรือ ผู้เล่นลิเวอร์พูลย้ายมาโดยทางตรงเลย (คนสุดท้ายก็คือ ฟิล คิสนอลล์ในปี 1964และหลังจากนั้นอีกนานก็คือสมัยที่ พอล อินซ์ ย้ายมาอยู่กับลิเวอร์พูล กับล่าสุด คือโอเว่น เด็กเก่าหงส์ที่ปัจจุบันก็ย้ายมาเป็นสาวกผีแดง) ตกมาถึงทศวรรษต่อมาในยุค 70's ลิเวอร์พูลนั้นเหนือกว่าแมนยูฯ โดยเป็นแชมป์ยุโรป 4 ครั้งและแชมป์ลีกถึง 11 ครั้ง ส่วนผีแดงนั้นต้องอดกลั้นไม่ได้รับถ้วยรางวัลอะไรเลยนานถึง 26 ปีด้วยกัน ขณะที่หงส์แดงยังครองความยิ่งใหญ่ต่อไปในทศวรรษ 80 และกลายเป็นทีมที่ครองแชมป์ลีกในประเทศสูงสุดถึง 18 ครั้งในตอนนั้น

           แต่จากนั้นเป็นต้นมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็กลับมาทวงยิ่งใหญ่อีกครั้งในช่วงทศวรรษ 90 จนถึงปัจจุบัน กลับกันกับหงส์แดงหลังจากครองแชมป์ดิวิชั่น1 ครั้งสุดท้ายในตอนนั้นเมื่อปีฤดูกาล 1988-1989 พวกเขาก็ร้างลาจากอันดับ 1 ของเกาะอังกฤษมาถึง 21 ปี แต่ถึงอย่างนั้นแฟนๆ ก็ยังสนับสนุนทีมอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะอย่างไร ตอนผีแดงห่างหายแชมป์ 26 ปี หรือตอนนี้หงส์แดงไม่ได้ครองความยิ่งใหญ่มานาน แต่ทั้งผีแดงเองก็สู้กับหงส์แดงแบบสมน้ำสมเนื้อมาตลอด แถมคว่ำทีมคู่ปรับบ่อยๆ ในการแข่งขัน และกองเชียร์ของทั้ง 2 ทีมต่างก็ยังจงรักภักดี และอยู่เคียงข้างทีมมาตลอด

           อย่างไรก็ตาม แม้จะผ่านประวัติศาสตร์มายาวนานเพียงใด สลับกันแพ้ ชนะ และเถลิงแชมป์กันมาแค่ไหน แต่ตั้งแต่ทศวรรษที่ 80 จนมาถึงยุคนี้ สิ่งหนึ่งที่แฟนๆ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ แม้ทั้ง 2 ทีมจะประสบความสำเร็จอย่างไร แต่สาวก เดอะ ค็อป และสาวก เรด อาร์มี่ ก็ไม่ค่อยจะพอใจกับความสำเร็จของทีมคู่แข่ง ที่พวกเขามักมองเป็นหอกข้างแคร่คอยทิ่มแทงตลอด เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ทุกครั้งทีมไม่ว่าลิเวอร์พูล หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เจอกับคู่ต่อสู้ทีมใด เหล่าสาวกก็มักจะปันใจเชียร์ทีมอีกฝั่งตลอดเวลา เหมือนเดอะค็อปที่ยอมให้เชลซี หรืออาร์เซนอลแซงเป็นแชมป์ดีกว่ายอมให้คู่รัก คู้แค้น ตลอดกาลอย่างแมนยูฯคว้าไป

            แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและลิเวอร์พูล จากอดีตจนถึงปัจจุบัน แม้แฟนบอลทั้ง 2 ทีมอาจไม่ถึงจงเกลียดจงชังกัน แต่ความตึงเครียด การไม่ถูกกัน ประวัติศาสตร์การเป็นแชมป์ 18 สมัยเท่ากันในบอลลีกนั้น ถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทำลายลงได้ด้วยการเป็นแชมป์ปี 2010 อย่างสง่างาม ความคับแค้นกันดูจะมีดีกรีสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะอย่างน้อยการเดินทางไปสนามแข่งขันของแต่ละฝ่าย
       
              ก็มักจะตามมาด้วยเสียงเสียดสีของ ถ้อยคำถากถางของแฟนบอลคู่แข่งตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่แปลกที่การเจอะเจอกันของทั้ง 2 ทีม จึงถูกสื่อจากอังกฤษขนาดนามว่าเป็น Red War หรือศึกวันแดงเดือดในบ้านเรามาหลายขวบปี และสำหรับสาวกของหงส์แดง และผีแดง ไม่ว่าการเดินทางไปแอนฟิลด์ หรือโอลด์แทรฟฟอร์ด จะเสี่ยงต่อการถูกกระทบกระทั่งมากแค่ไหน ก็ยังเป็นหนึ่งในเกมที่พวกเขารอคอยมากที่สุดของทุกฤดูกาล เพราะมันมักจะเต็มไปด้วยความรู้สึกที่รุนแรง ความเร้าใจ โต้ตอบกันด้วยคำพูด คำวิจารณ์ที่รุนแรง เหน็บแนม หรืออาจจะนำไปสู่การแช่งชักหักกระดูกไปเลย

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น